(โหลดโหดนะจ๊ะ รูปราวๆยี่สิบกว่ารูป) 

ปีใหม่คราวนี้ไปเที่ยวเวียดนามมา ไปเส้นทางสายวัฒนธรรมล้วนๆ เว้ ดานัง ฮอยอัน(ฉันรักเธอ)

นั่งรถไปจากกรุงเทพฯ (นั่งจนเปื่อยแล้วเปื่อยอีกก็ไม่ถึงซะที) รถออกตอนหกโมงเย็นไปถึงที่มุกดาหารราวๆหกโมงเช้าได้ = =" จากนั้นก็ข้ามด่าน ผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาว(แห่งที่สอง) มาถึงเมืองสะหวันนะเขต (ประเทศลาว) ไปกินข้าวกลางวันอยู่ที่เมืองพิน จากนั้นข้ามด่านที่ด่านลาวบ่าว เข้าสู่เวียดนาม

ตอนอยู่ฝั่งไทย ฝั่งลาว อากาศก็แห้งๆเย็นๆ แดดพอสมควร ลมแรง แต่พอข้ามเขาไปฝังเวียดนามปุ๊บ ฟ้าปิดมีแต่เมฆฝนตก (ตกไม่หยุดติดต่อกันจนวันกลับ) ตกหนักบ้างเบาบ้างสลับกัน (มีช่วงหยุดตกเหมือนกันนะ ราวๆชั่วโมงสองชั่วโมงได้ -"-) ไกด์บอกว่าต้องทำใจ ช่วงนี้เป็นหน้ามรสุม บางทีฝนตกเป็นเดือนๆเลยก็มี เพราะพื้นที่แถบนี้เฉลียแล้วปีนึงได้แดดประมาณ 2000 ชั่วโมง หรือราวๆสามเดือนได้

เพราะฝนตก+ไม่มีแดดเลย ทำให้ถ่ายรูปค่อนข้างลำบาก แสงไม่ค่อยพอ แล้วก็ยังต้องกลัวกล้องพังอีก ไปๆมาๆห่วงกล้องมากกว่าห่วงตัวเอง (ชั้นเปียกได้ กล้องห้ามเปียก) ผลปรากฎว่าพอวันทีสามก็ป่วย ไข้ขึ้นติดกัน คอเจ็บอีกตางหาก (จนตอนนีก็ยังไม่หาย) แต่ข้อดีก็ยังพอมี เราะอากาศทีเย็นอยู่แล้ว (16-24 องศา) เจอฝนก็เลยยิ่งเย็นไปอีก (ดียังไงวะ) บรรยากาศเมืองในหมอกมากๆ

เวียดนามฝนตกเยอะมาก ติดทะเลก็มาก แถมยังมีแม่น้ำเยอะอีก (3000กว่าสายได้) เป็นประเทศที่ดูชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ผิดกับลาวและแถบภาคอีกสานของไทยลิบลับ ที่นี่ปลูกข้าวได้ปีนึง 3-4 ครั้งแน่ะ แต่ดูผลผลิตต่อครั้งไม่คอยจะดีเทาไหร่ เพราะดินที่นี่ไม่คอยอุดมสมบรณ์เหมือนบ้านเรา สวนใหญ่เป็นดินแดงเกือบหมด แต่ที่เจ๋งคือที่นี่เค้าปลูกข้าวริมทะเลได้ด้วย ผลไม้อะไรก็เยอะนะ แต่รสชาติจะสู้ของบ้านเราไม่ค่อยได้ ยกเว้นพวกส้มกับแตงโม ที่นี่ฉ่ำน้ำอร่อยมาก 

มาดูรูปดีกว่า

เริ่มต้นที่เมือง เว้

Photobucket

อันนี้เป็นทางเข้าวัด เที่ยนมู่ เป็นวัดประจำราชวงศ์ เหงียน ราชวงศ์ที่เคยปกครองเวียดนามอยู่ก่อนฝรั่งเศษเข้ามามีอำนาจ ตัววัดอยู่บนเขาทางเข้าดูยิงใหญ่อลังการดี

Photobucket

สถูปเจ็ดชั้นที่วัดเทียนมู่อีกเช่นกัน

Photobucket

ประตูทางเข้าวัด

Photobucket

สถูปเจ็ดชั้นอีกรูปนึง

Photobucket

อันนี้เป็นอาคารหลังนึงในวัด ชอบมุมนี้มากๆ ด้านบนเป็นซุ้มไม้เลื้อยที่กำลังออกดอกได้ที่ อมาเจอกับฝนเลยยิ่งดูชุ่มฉ่ำมากๆ

Photobucket

ลานด้านในสุดของตัววัด มีสถูปเล็กๆอีกองค์นึง ต้นไม้สองฝั่งสวยมาก  ด้านในของวัดไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเค้าไม่ให้ถ่ายน่ะ แต่บรรยากาศก็คล้ายๆวัดจีนบ้านเรานี่แหละ สวนตามวัด ตามบ้านทีนี่นิยมปลูกไม้กระถางโดยเฉพาะบอนไซมากๆ คิดว่าคงเป็นอิทธิพลจากจีน

Photobucket

จบจากวัดก็เดินแวะดูร้านค้า ที่นี่ตามแหล่งท่องเที่ยวขายภาพวาดภาพเขียนเยอะ สไตล์ภาพก็มีแบบคล้ายๆภาพเขียนจีน แบบภาพสีน้ำมันอิมเพรสชั่นนิส หรือแบบ Abstract เลยก็มี เห็นแล้วอยากได้กลับบ้านอยุ่ แต่สู้ราคาไม่ไหวแฮะ 

Photobucket 

ต่อจากวัดเทียนมู่ ก็มาที่ระราชวังเก่าในเมืองเว้ ของราชวงศ์เหงียนเช่นกัน ภาพนี้เป็นทางเข้าหน้าสุด

Photobucket

บรรยากศถนนบริเวณหน้าพระราชวัง ดูแล้วเหงายังไงไม่รู้แฮะ

มาตรงนี้เพิ่งได้เห็นรถแทกซี่ที่เวียดนามเป็นแรก มีน้อยมาก (แทบจะไม่เจอเลย)

Photobucket

บนป้อมทางเข้าวังชั้นที่สอง วังที่นี่จะมีลักษณะเหมือนเอาวังต้องห้ามที่ปักกิ่งมาย่อยส่วน ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการเท่า แต่ลักษณะของอาคารกับการวางฮวงจุ้ยค่อนข้างเหมือนกัน

Photobucket

ถ่ายย้อนกลับไปที่ป้อมทางเข้าของกำแพงชั้นแรก

Photobucket

ลงจากป้อมนั้นลงจะมีสระน้ำทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีพานให้ข้าม ในบ่อ เลี้ยงปลาคาร์ฟไว้เยอะมากๆ  (แล้วก็มีคนขายอาหารเลี้ยงปลาด้วย)

Photobucket

มุมหนึ่งของสระน้ำ ชอบเงาสะท้อนของต้นไม้ในน้ำนะ (ต้นนี้สวยมากอะ อยากเห็นตอนมีดอกจัง)

จบจากเมืองเว้ก่อนเท่านี้ แวะไปดูเมืองท่าดานัง (ที่นี่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้นั้น เพราะอากาศแย่มาก แล้วก็มีค่อยมีอะไรเราะแคแวะทานเข้า) ดานังนับว่าเป็นเมืองตากอากาศที่นิยมมากๆ (เค้าว่างั้น) ทะเลสวย (ถ้าไม่มีมรสุมคงสวยมั้ง แตเราภาคไปภาคใต้ของไทยน้ำทะเลสีสวยกว่าแฮะ) อาหารทะเลอร่อย (ปัญหาคือมรสุมอีกนันแหละ เลยออกไปจับปลาไม่ได้ ไอ้ที่ได้กินมันเลยไมค่อยสดสมใจเท่าไหร่) ตอนนี้มีธุรกิจตางชาติมาจับจองื้นที่สร้างโรงแรมรีสอร์ทตากอากาศ ห้าดาว หกดาว กันตลอดแนวเลย เห้นป้ายแต่ละโครงการใหญๆทั้งนั้น คาดว่าถ้าอีกสักห้าปีสิบปีที่นี่คงเปลี่ยนเยอะทีเดียว

กินข้าวกลางวันที่ดางนัง แล้วก็นั่งรถต่อเข้าฮอยอัน ลอดอุโมงค์ไห่เหวินที่ขุดลอดใต้ภูเขา ระยะทางรวมราวๆหกกิโลเมตรกว่าๆ (ยาวมากๆ) ด้านในทำระบบทันสมัยมากๆ มีอุโมงค์คู่ขนานเป็นเส้นทางสำรองเผื่อมีอุบัติเหตุ หรือ อุโมงคืถลมด้วย อีกทั้งยังมีระบบกล้องตรวจจับและปรับแสงสว่างในอุโมงค์ให้พอดีกับแสงแดดภายนอก เพื่อให้ผู้ขับขีไม่มีปัญการมองด้วย ระบบระบายอากาศก็ดี (ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ญี่ปุ่นมาช่วงสร้างให้น่ะ)

ข้ามเข้ามาพ้นจากอุโมงค์ บรรยากาศเปลี่ยนไปเลย เห็นเป็นเส้นทางรถคดเคี้ยวลงไปตามไหล่เขาสู่หุบเขาด้านล่าง (เสียดายถ่ายรูปไม่ได้เลย เราะฝนตกหนักเกาะกระจกรถจนเป็นฝ้าๆไปหมด) ภาพนี้ต้องเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ นอกจากจะเห็นเส้นถนนคดเคี้ยวลงไปตามเข้าแล้วยังเห็นน้ำตกเล็กน้ำตกน้อยสองฝั่งทางหลายแห่งทีเดียว

 มาถึงฮอยอันเย็นแล้วก็แวะที่ทานอาหารแล้วก็เข้าที่พัก

Photobucket

เช้าวันต่อมาแวะไปไหว้เจ้า(จำชือวัดนี้ไมได้แฮะ) อันนี้เป็นสิงโตหินตรงทางเข้าชั้นใน

Photobucket

หน้าตาศาลดูๆไปแล้วคล้ายๆคล้ายเจ้าที่ไหว้ที่ตรังเลยแฮะ

Photobucket

ความพิเศษของวัดนี้คือจะธูปชนิดิเศษเป็นวงๆลงมา คล้ายๆที่มาเก๊า (แตรู้สึกของที่นีจะใหญ่กว่า) ป้ายสีเหลืองๆทีเห็นเป็นป้ายไว้เขียนชื่อคนที่ทำบุญลงไป ส่วนใหญ่จะเขียนกันเป็นครอบครัว

Photobucket

จบจากไหว้เจ้าก็เริ่มตะลุยเดินดูเมืองเก่าฮอยอัน (โชคยังดีที่ฝนตกไม่หนักนัก) ที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้ว

บรรยากาศของฮอยอันตอนนี้เป็นเหมือนเมืองในหมอก เป็นเมืองเล็กๆที่สงบ(แต่ดูนักท่องเที่ยวชาวไทยจะเยอะเกินไปหน่อย) นี่ที่ไม่มีอาคารสูงให้เห็น อย่างมากก็สองชั้น อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารก่อิฐถือปูนชั้นเดียว มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง(คล้ายๆจีนนะ แตรู้สึกว่าลักษณะกระเบื้องจะไม่เหมือน และเวลามุงจะเอาปูนใส่เสริมเข้าไปด้วย หลังคาค่อนข้างชันและมักยื่นชายคาออกมาหน้าบ้านราวๆ เมตรครึ่งถึงสองเมตร แล้วทำเสาลอยขึ้นมารับประตูหน้าต่างเป็นไม้ส่วนใหญทาสีน้ำตาลเข้ม เป็นประตูหน้าต่างทึบไม่ก็มีบานเกล็ดไม้ ที่นี่ไมเป็นลักษณะที่เป็นหน้าที่ใส่กระจกเลย

อาคารส่วนใหญที่เห็นจะทาสีเหลืองเข้มๆ ตัดกับสีของหลังคาที่ตากฝนจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม(บางหลังมีพวกมอสเฟิร์นไปงอกอยู่บนนั้นซะเขียนเลย) ลักษณะตัวอาคารจะออกไปทางยุโรป ได้อารมย์เมดิเตอร์เรเนียน(ผสมจีนๆ)

Photobucket

อาคารบนถนนเส้นนี้ส่วนหใญ้ด้านหน้าจะถูกปรับปรุงเป็นร้านค้าสำหรับนักท่องเที่ยว สินค้าที่หาซื้อได้ก็มีตั้งแต่ กระเป๋าผ้าปักลายสวยๆ โคมไฟ ภาพเขียน เสื้อผ้าพื้นเมือง รองเท้าแตะ งานแกะสลักไม้ ราคาของก็ไม่แพง แต่ต้องรู้จักต่อราคาเพราะร้านค้าพวกนี้ตั้งราคาเผื่อต่อไว้สูงมาก ที่นี่รับเงิบไทย และคนขายก็พอพูดไทยได้ (เลนบอกราคากันเป็นน่วยบาทเลยทีเดียว สรุปว่าเงินด่องที่แลกไว้ไม่ได้หยิบมาใช้สักใบ) เงินที่เวียดนามจะใช้สกุลเงิน ด่อง โดย 1 บาท เท่ากับ 470 ด่อง (แต่เวลาซื้อของคนขายมักจะใช้ 1: 500 เพราะง่ายกว่าและได้กำไรกว่า) ด้านหลังร้านค้าก็เป็นที่อยู่อาศัยทั่วๆไป 

Photobucket

ร้านขายโคมไฟผ้าหลากสีสัน (อยากได้ แต่ไม่รุ้ซื้อกลับมาแล้วจะเอาไปแขวนที่ไหน)

Photobucket

ตู้แดงที่เห็นทางซ้ายมือเป้นตู้ไปษณีย์ ไม่รู้ยังใช้อยู่รึปล่าว

Photobucket

ด้านหลังที่เห้นนี่ชื่อสะพานญี่ปุ่น(สไตล์จีน) เรียกแบบนี้เราะสร้างโดยชาวญีปุ่นทีมาอาศัยที่นี่น่ะ  โครงสร้างสะนด้านล่างเป็นการก่ออิฐถือปูน สวนด้านบนเป้นโครงสร้างไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาตัวสะพานกว้างราวๆสามเมตรได้

จบจากเดินดูบรรยากาศเมืองก็ไปนั่งรถ สามล้อถีบชมเมือง ที่นี่จะต่างกับบ้านเราตรงคนนั่งจะอยุ่ด้ายหน้า แล้วคนถีบกับตัวจักรยานจะต่ออยู่ด้านหลังแทน

Photobucket

ภาพประทับใจที่ถ่ายทันระหว่างทาง รถทีเห็นเป็นรถขนหมู (ตัวละเข่ง) ไม่รุ้พี่แกแบกขึ้นไปได้ยังไง (หมูเป็นๆนะ ยังไม่ตาย)

จบจากฮอยอันย้อนเส้นทางผ่านดางนัง กลับมาพักที่เมืองเว้อีกครั้ง คราวนี้แวะไปดูสุสานของจักรพรรดิไข่ดิ่ง จักรพรรดิองค์ก่อนสุดท้ายของเวียดนาม ท่านถูกเชิญให้เรียนที่ฝรั่งเศษตั้งแต่เด็กๆ ว่ากันว่าท่านเป็นคนรักสวยรักงามมาก(ออกจะมากเกินไป) ใส่แหวนที่หกเจ็ดนิ้ว ชอบแต่งตัวฉูดฉาด เค้าเล่าว่าสมัยท่านอยู่ในวังท่านไม่ชอบวกนางสนมสั่งไล่ออกมาหมด แล้วก็ให้พวกผู้ชาย(คิดว่าคงหน้าตาดี)แต่งหญิงเข้าไปรับใช้แทน (อืน รสนิยม....) แต่มีมเหสีนะ (องค์เดียว) มีลูกชายคนนึง (ซึ่งคนนี้เป้นจักรพรรดิองค์สุดท้าย) ในช่วงนี้ประเทศเวียดนามอยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศษอยู่

Photobucket

ทางขึ้นสุสาน(ชั้นที่สอง) ดูแล้วเหมือนวังมากกว่า มีทางขึ้นไปทั้งหมดสามชั้น เสาและลายตกแต่งต่างๆเป็นปูนปั้นพื้นปูด้วยหิน ลักษณะสถาปัตยกรรมก็เป็นแบบจีน แต่ว่าตรงประตูทางเข้าจะมีประตูเหล็กดัด ลายแบบฝรั่งเศษ(คล้ายๆประตูที่วังแวร์ซายน์เหมือนกัน) ว่ากันว่าในสมัยนั้นมีการเรียกเก็ยภาษีเพิ่มขึ้นอีกสามสิบเปอเซ็นเพื่อเอาเงินมาซื้อเหล็กดัดจากฝรั่งเศษและเครื่องลายครามจากจีนและญี่ปุ่น เอเอามาสร้างสุสานนี้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมาก

Photobucket

ที่ชั้นสองจะมีรูปปั้นทหารทั้งฝ่ายบุ๋นฝายบู้อยุ่เฝ้าอยู่สองฝั่ง (มีรูปปั้นม้ากับช้างด้วย ที่นี่มีใช้ช้างในสงครามเหมือนกัน)

Photobucket

หอระฆังบริเวณชั้นสอง

หลังจากช่วงนี้ฝนตกหนักขึ้น ภาพที่ถ่ายเบลอค่อนข้างมาก (ส่วนภายในเค้าไม่ให้ถ่าย) ด้านบนสุดจะมีลักษณะคล้ายวังขนาดย่อมๆ มีโถงใหญ่อยู่ตรงกลางซึ่งประดับประดาพื้น ผนัง เดาน เต็มไปด้วยเครื่องลายครามที่นำมาทุบเป้นชิ้นเล็กๆ แล้วมาเรียงต่อกันเป็รูปต่างๆ เชน ดอกไม้ นก มังกร ตรงกลางโถงมีบังลังค์สูงมีรุปปั้นของจักรพรรดิประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ลักษณะท่าทางเหมือนตอนออกว่าราชการ เป็นถงที่ประดับประลายลวดลายเยอะมากจนดูแล้วปวดตา (ไม่มีตรงไหนเป็นพื้นโล่งๆเลย) ดูๆไปก็ทำนองสไตล์สมัยบาโรค โรโคโค ที่พรุเจ้าหลุยห์ใช้ลวดลายเยอะๆเหมือนกัน แต่ที่นี่มันเป็นลายแบบจีนๆแทน

ความประทับใจต่อที่นี่มีอีกเรื่อคือเรื่องห้องได้ พอๆกับจีนเลยทีเดียว

นวัตกรรมที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นส้วมชนิดรอยเท้า (คือเข้าไปจะเจอปูนเป็นรูปรอยเท้ายกสูงขึ้นมาจากพื้นห้องน้ำราวๆเซ็นนึง ให้เราขึ้นเหยีบซึ่งมันจะกำหนดให้เราหันหลังให้กับประตู จากนั้นก็เชิญปล่อยธุระตาอัธยาศับ (ลงพื้นนั่นแหละ) จากนั้นข้างๆจะมีอ่างคอนกรีตใส่น้ำมีขันโทรมๆอยู่อันให้ตัดราด พื้นห้องน้ำจะเอียงนิดหน่อย น้ำก็จะไหลลงไปที่รางระบายน้ำที่เป็นร่องตื้นๆประมาณสองเซ็น ไหลออกไป (อืมมม แบบนี้ธุระหนักก็ไม่ได้สินะ) ไม่ต้องระบบระบายอะไรให้ยุ่งยากจริงๆ (เข้าไปตอนแรกนี่ เฮ้ย เอาอย่างงี้เลยเหรอ)

จบจากตรงนี้ก็มีไปล่องเรือที่แม่น้ำหอม แม่น้ำสายหลักของเมืองเว้(ไม่อยากเรียกว่าล่องเรือเลย เรียกว่า เอาเรือไปลอยอยู่กลางแม่น้ำเฉยๆราวๆครึ่งชั่วโมงแล้วก็มี นักดนตรีพื้นเมืองมาแสดงให้ดูแค่นั้นแหละ) ในโปรแกรมบอกวาดูแสงไฟของสะพานข้ามแม่น้ำ ซึ่งคนออกแบบเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบ หอไอเฟล (ปัญหาคือตอนไปล่องเรือมันปิดไฟแล้ว แต่ชั้นจะดูอะไรล่ะ สองฝั่งแม่น้ำแทบไม่มีแสงไฟเลย เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่เงียบสงบจริงๆ)

หลังจากนั้นวันต่อมาก็เก็บกระเป๋าเดินทางกลับ กินข้าวเช้าที่โรงแรมเมืองเว้ กลางวันไปกินที่เมืองพินในลาว สุดท้ายมากินข้าวเย็นที่ริมแม่น้ำโขงที่มุกดาหาร (สรุปว่าวันนี้กินข้าวสามประเทศ) กลับถึงกรุงเทพราวๆหกโมงเช้า ด้วยสภาพเปื่อยมากไข้ขึ้นไม่ยอมลงมาสองวัน ผลก็คือเกิดอาการอู้ไม่ยอมทำงาน นอนอย่างเดียว (= =")

แปะเพลงท้ายบล็อคคราวนี้ก็ต้องยอมให้ Ost. ออยอันฉันรักเธอ (ฮา) ชอบเพลงนี้อยู่เหมือนกันนะ เสียงร้องกับเมโลดี้ เข้ากับบรรยากาศฝนตกในเมืองเก่าๆดี

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เราคงเดินสวนกันบ้างมั้งนี่....
big smile
อยากไป อยากไป แงๆๆ ทามมายม่ายชวน
ขอบคุณสำหรับรูปสวยๆน้ะ

#2 By Pat's Song on 2009-01-05 21:39

ลีสวยดี

รูปน่ะสวยดี อิอิหุหุconfused smile

#3 By ใหม่ว่ะ (58.8.187.19) on 2009-01-06 21:57

โอ้ ฝั่งเว้ฮอยอันนี่เมืองเก่าจริงๆด้วย ดูยังไงก็นึกถึงจีนเลยล่ะ แต่จิงๆไปให้ได้บรรยากาศฮอยอันก็ต้องหมอกๆนี่ล่ะนะ
พบว่าตอนนั้นที่ชั้นไปฮานอย ของแม่งแพงกว่าฝั่งนี้เยอะเลย กรี๊ด

#4 By alamode on 2009-01-06 23:25

บ้านเมืองเค้าก็สวยเหมือนกันนะครับ

บางที่ก็คล้ายๆไทยเลยอ่า

#5 By กระเป๋าผ้า (125.24.208.189) on 2009-01-12 13:33

ชอบมากเลยๆๆ

#6 By ท่อตัน (125.25.83.103) on 2009-01-14 07:02

อิอิ ... big smile

#7 By น้ำหอม (118.172.56.107) on 2009-01-19 20:18

ชอบสุสาน สวยดี

แต่ถ้าห้องน้ำพอกับจีน... ขอผ่านนนนนนน

#8 By Noir on 2009-01-20 06:35

สถูป 7 ชั้น นึกถึงสวนลุมเลย ลีน่า

#9 By ekkavit (58.8.4.74) on 2009-09-22 03:07